ไต้หวัน วันที่4 ตึกไทเป101 ทัวร์ฟรีๆ ในย่านไทเป และวัดหลงซานในยามค่ำ

ตอนเช้าวันนี้เราไปเช็คอินตึกไทเป101 กันเอง ก่อนที่จะไปต่อทัวร์ฟรีๆ ตอนบ่ายกับน้องๆ Tourmeaway และพอตอนเย็นเราก็ไปไหว้พระที่วัดหลงซานและหาอะไรอร่อยๆที่ตลาดข้างวัดฯทานกันค่ะ


แม้เราจะอยู่ไทเปมาสี่วันแล้ว แต่ว่าได้เที่ยวในไทเปจริงๆ ก็วันนี้แหล่ะค่ะ โดยตอนเช้าเราเลือกที่จะไปดูตึกไทเป 101ก่อน ก็เห็นใครๆก็เขียนรีวิวว่ามาไทเปก็ต้องไปแว่ะไปดูตึกไทเป 101 ซึ่งจริงๆเราก็รู้สึกทึ่งในนวัตกรรมการสร้างตึกของเขานะ แต่อย่างอื่นเราก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรน่าสนใจ…

ตึกไทเป101 นี่เดาไม่อยากว่าทำไมต้อง 101? ก็เพราะว่ามีทั้งหมด101 ชั้น ตึกนี้เป็นศูนย์กลางด้านการเงินของไต้หวัน และตั้งแต่สร้างเสร็จก็ดูเหมือนว่าภาพของตึกจะกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของไต้หวันไปเลย

ถ้าวันธรรมดา ไม่ใช่วันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือช่วงที่ไม่มีทัวร์ลงก็สามารถเดินไปซื้อตั๋วได้เลย เดินตามป้าย “Observatory” เพื่อไปซื้อบัตรขึ้นลิฟท์  โดยราคาปกติ คนละ500NT หรือประมาณคนละ 500บาท อันนี้เราก็ว่าแพงแล้วแต่พวกเราเห็นคนต่อแถวขี้นลิฟท์ยาวมากก็เลยตัดสินใจซื้อแบบพิเศษ หรือ Priority Pass ซึ่งราคาตกคนล่ะ 1000 บาท บัตรแบบนี้ไม่ต้องต่อแถว ลิฟท์มาเขาจะให้เราขึ้นก่อนเลยค่ะ

ตอนแรกเราก็แอบตื่นเต้นว่าจะได้เห็นอะไรตื่นตาตื่นใจแน่ๆเลย เพราะลงทุนไปคนละ 1000 บาท โดยลิฟท์ที่ตึกนี้ได้ลง Guinness ว่าเป็น ลิฟท์สำหรับบรรทุกผู้โดยสารที่มีความเร็วมากที่สุดในโลกคือ ด้วยความเร็ว 60.6 กม/ชม. ค่ะ แต่พอเราไปเที่ยวมาปุ๊บ พอกลับมาปั๊บ สถิติดังกล่าวก็ถูกตกไปเป็นของตึกShanghai Towerในประเทศจีนที่เพิ่งสร้างเสร็จปลายปี 2015 และได้ลงใน Guinness แทนตึกไทเป101 ในปี 2016 ด้วยความเร็ว 74กม ต่อ ชม. ไวแต่ Made in China…ใครกล้าไปลองขึ้นบ้างค่ะ???

ตึกไทเป101 นอกจากจะเคยมีสถิติลิฟท์ความเร็วสูงแล้ว ตึกไทเป101 ยังเคยมีสถิติเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกในปี 2004 จนถึงปี 2009 โดยพ่ายแพ้ตึก Khalifa Tower ในดูไบ ดูจากโปรไฟล์แล้วตึกไทเป 101 ก็เป็นตึกรุ่นแรกๆ ที่นำสมัยมาก่อนใครๆเลยนะเนี่ย

Picture: https://en.wikipedia.org/wiki/Taipei_101
โดยตรงกลางตึกที่ชั้น 87-91 นั้น ได้สร้างตัวหน่วง(Damper)คล้ายลูกตุ้มขนาดใหญ่ไว้  ซึ่งมีขนาดเทียบได้กับช้างตัวใหญ่ๆถึง 132เชือก

โดยเจ้าลูกตุ้มนี้จะทำหน้าที่หน่วงตัวตึก และสามารถลดการสั่นไหวจากแผ่นดินไหวได้ถึง 40% ซึ่งเราๆท่านๆก็รู้ดีกันอยู่แล้วว่าไต้หวันนั้นมีทั้งแผ่นดินไหวและพายุไต้ฝุ่นบ่อยมาก

ตึกไทเป101 ยังเป็นตึกเดียวในโลกที่เปิดให้เข้าชมเจ้าลูกตุ้มนี้ค่ะ คือตึกอื่นเขาก็มีลูกตุ้ม Damper กัน แต่เขาไม่ได้เปิดให้ชม

สรุปเราได้ขึ้นลิฟท์ที่เร็วที่สุดในโลก โดยจากชั้น 5ไปชั้น89 ด้วยเวลาแค่ 37วินาทีเท่านั้น แต่ถ้าขึ้นนานกว่านี้ก็อาจตายได้ค่ะ เพราะลิฟท์แต่ละเที่ยว เขาก็อัดนักท่องเที่ยวให้ได้จำนวนเต็มพิกัดความสามารถของลิฟท์ เรียกว่ายืนกันตัวติดๆกันเลย โดยเขาจะมีเจ้าหน้าที่อยู่ในลิฟท์คนหนึ่ง เป็นคนเปิด-ปิดลิฟท์และคอยดูแลพวกเราค่ะ

ขึ้นมาถึงด้านบนก็สามารถเดินออกไปนอกตึกเพื่อชมวิวรอบเมืองไทเปได้ และเรายังสามารถเดินไปดูลูกตุ้ม (Damper) ได้ด้วย โดยเขามีวีทีทัศน์เปิดบรรยายประวัติการสร้างตึกและรายละเอียดเกี่ยวกับตึก นอกจากนี้ก็มีร้านขายของชำร่วยของที่ระลึก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นสัญลักษณ์ตัวตึก ส่วนตรงทางออก ทางเดินจะบังคับให้เราเดินผ่านร้านหยกฯ (Treasure Sky showroom)

โดยจะมีงานหยกขาย ที่แปลกตาแปลกใจก็คือ หินอัญมณีรูปประการัง ที่แพงมาก เพราะมีแหล่งกำเนิดในคาบมหาสมุทรแปซิฟิกทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะไต้หวัน โดยเจ้าหินอัญมณีรูปประการังนี้ใช้เวลากว่า 10ปีที่จะยาวเพียงแค่1ซม จึงไม่ต้องบอกเลยว่า หินประการังขนาดใหญ่ๆนี้จะมีราคาและมูลค่ามหาศาลมากในไต้หวัน


เมื่อคนทยอยขึ้นมากัน แป่บเดียวมองไปทางไหนก็นักท่องเที่ยวเต็มไปหมด และก็มีหลายจุดที่แอบชุลมุนวุ่นวาย โดยเราสังเกตุว่าลูกทัวร์ส่วนใหญ๋ไม่ค่อยต่อแถว หรือรอคิวอย่างเป็นระเบียบ (คุ้นๆนะ) ซึ่ง ณ จุดนี้เราก็ดีใจที่เราได้ซื้อตั๋วแบบพิเศษ เพราะคิดว่า ถ้าต่อแถว พวกเราคงไม่ได้ลงมาแน่ๆ

แต่ที่อยากจะตำหนิก็คือ รปภ ด้านบนไม่รู้จักบัตรพิเศษที่เราซื้อ โดยตอนแรกเขาให้เราเดินไปต่อแถวอันยาวเหยียดก่อน แต่เรากังขา อะไรอ่ะ? อุตส่าห์จ่ายเพิ่มแล้วนะ เลยเดินไปถามเจ้าหน้าที่อีกคน เขาก็บอกว่า อ้อๆ มาเลยๆ สามารถขึ้นได้เลย เฮ้อ ดีนะเนี่ย ที่เราไม่เชื่อ รปภ คนนั้น สงสัยว่าเพิ่งมาทำงานใหม่…

หากถามว่าไปไทเป ต้องไปตึกไทเป101 นี้ไหม? คำตอบคือ ไม่จำเป็นค่ะ ขนาดเราก็ยังถามตัวเองเลย ไปทำไม? ไปเสีย2000บาทเพื่อขึ้นลิฟท์และได้เดินดูรอบๆ แค่นั้นเหรอ??? เราเอา2000บาทไปทานบุพเฟ่ท์ที่ตึกใบหยกบ้านเราไม่ดีกว่าเหรอ?

แต่สรุป ที่เราได้ไปมาก็ดีเพื่อเอามาเขียนรีวิวให้ทุกคนอ่านนี่แหล่ะค่ะ ถ้ามีโปรแกรมอื่นในไทเป ก็ไม่จำเป็นต้องมาเสียเงินและเสียเวลาที่นี่หรอกค่ะ แต่ความต้องการของแต่ละคนเราไม่เหมือนกัน ก็เอาตามชอบใจค่ะ จะมาช้อปที่นี่ด้วยก็ได้ เขาก็มีร้านค้าแบรนด์ดังๆ อยู่มาก





ไปต่อ ทัวร์เมืองไทเป กับน้องๆ Tourmeaway กันต่อค่ะ…โดยทางทีมงานทัวร์นัดเราตอนบ่ายสองโมงที่สถานี NTU Hospital

แต่เรามาถึงก่อนเวลา และหิวพอดี ก็เลยเดินหาอะไรทานมื้อเที่ยงกันก่อน เดินสะเปะสะปะข้ามถนนจากสถานีไปเจอร้านเกี๊ยวย่าง ดูท่าทางจะเป็นร้านที่ได้รับความนิยมจากคนพื้นเมืองไม่ใช่น้อย เพราะคนต่อคิวเยอะอยู่ แต่เขาไม่พูดภาษาอังกฤษนะคะ มีแต่เมนูเป็นภาษาอังกฤษให้เทียบสั่งอาหาร พวกเราแบ่งกันทานบะหมี่น้ำ  กับ  เกี็ยวทอด เพราะรู้ว่าต้องมีของให้ลองทานอีกเพียบ ทั้งหมดนี้ก็ประมาณ 185บาทค่ะ

เดินออกมาจากร้านเกี๊ยว เห็นคนต่อแถวซื้อชานมไข่มุกเยอะ เราเลยไปต่อแถวซื้อด้วย สรุปว่า ดันเป็นร้านชานมไข่มุกที่อร่อยที่่สุดในทริปนี้ ตั้งแต่เราลองมาตั้งแต่วันแรกๆ เลยค่ะ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ร้านชานมนี้คือร้าน Tea Plus (เป็นภาษาอังกฤษที่มีอยู่หน้าร้านที่เราจะอ่านได้)

เป็นชานมที่หวาน มัน เข้มข้น แถม ตัวไข่มุกก็นิ่มเหนียวหนึบ เพิ่งจะได้สุนทรีย์ของการกินชานมไข่มุกที่ไต้หวันก็ร้านนี้จริงๆ ค่ะ
พอได้เวลาตามที่นัดหมายกับน้องๆ Tourmeaway เราก็มาที่สถานี NTU Hospital ที่ทางออกที่ 4 น้องไกด์มารอและลูกทัวร์ก็ทยอยมากันแบบตรงเวลามากๆ

ถ้าไม่สามารถสื่อสารภาษาจีนได้ แต่พอจะได้ภาษาอังกฤษบ้าง ทัวร์นี้ก็เหมาะที่จะมารู้จักเมืองไทเปมากขึ้น ทัวร์ฟรีก็จริง แต่ก็ควรจะให้สินน้ำใจกับน้องๆไกด์บ้างเพื่อเป็นเป็นทุนและเป็นกำลังใจให้น้องๆ ในการทำทัวร์ต่อไป มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีนะคะ เพราะน้องๆเขาเป็นคนพื้นเมืองที่นี่จริงๆ

วันนี้เราจะเดินจากสถานีรถไฟ NTU Hospital ไปสถานที่ Ximen เลย ดังนั้นควรสวมรองเท้าผ้าใบเป็นดีที่สุดค่ะ เพราะเดินเยอะมาก

โดยเริ่มจาก 228 Peace Memorial Park ใกล้ๆก่อน ถ้าเรามาเที่ยวเอง เราก็คงไม่มาเดินสวนสาธารณะ? แต่สวนสาธารณะนี้ถูกสร้างมากกว่าร้อยปีมาแล้ว ตั้งแต่ยุคที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวันโน่นค่ะ โดยช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นยังใช้ที่นี่เป็นศูนย์วิทยุ แต่ส่วนที่ชื่อว่า 228 Peace Memorial ก็เพราะว่ามีเหตุการณ์ประท้วงระหว่างพลเมืองกับตำรวจ โดยเหตุเกิดขึ้น ตอนเดือน2 (กพ) และมีผู้บาดเจ็บ 28คน

เราขอไม่ลงรายละเอียดประวัติศาสตร์ของไต้หวันมากนะคะ แม้ว่าน้องๆไกด์จะลงรายละเอียดทุกเม็ดให้กับพวกเรา โดยเรามองแววตาน้องๆก็รู้สึกได้ว่า ชาวไต้หวันมีความฝันที่จะเป็นประเทศเอกราชที่ไม่ขึ้นกับประเทศจีน  อ่า เราหันมาทางด้านบันเทิงๆกันดีกว่า ในสวนฯนี้ เราชอบตรงที่มีที่นวดเท้าธรรมชาติอันนี้ค่ะ

คือเป็นทางเดินที่เต็มไปด้วยก้อนหิน พอถอดรองเท้าลงไปเดินได้แค่ไม่กี่ก้าวก็เจ็บเท้าจนปากจู๋กันเลยค่ะ นี่ขนาดเราใส่ถุงเท้าด้วยนะเนี่ย แต่พอหายเจ็บแล้วรู้สึกดีอ่ะ

นวดเท้ากันเสร็จแล้วก็เดินต่อ น้องๆ พาเดินทุกซอกทุกมุมของสวนสาธารณะฯเลยค่ะ เดินตามๆกันไปจนถึงที่ทำเนียบรัฐบาลฯ Presidential Office  ถ้าดูเผินๆ ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่อย่าลืมนะคะ ว่าไต้หวันอยู่ภายใต้การปกครองของจีน และจีนก็ค่อนข้างระวังตัว น้องๆบอกว่า เขามีความหมายแอบแฝงบนตึกว่า ไต้หวันจะทำอะไร จีนจ้องมองอยู่นะ!!!

 

นอกจากความหมายแอบแฝงของตึกรัฐบาลแล้ว น้องๆเขาบอกให้จ้องดีๆ จะมีชายฉกรรจ์ใส่เสื้อเชิ้ตธรรมดา เดิมซุ่มแถวพุ่มไม้ ดูเหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่เหล่าชายเหล่านั้นจะมีตำแหน่งสูงกว่า รปภ ทั่วไป และพกอาวุธปืนด้วยค่ะ พวกเราแว่ะถ่ายรูปหมู่ที่นี่แล้วพวกเราก็เดินต่อกันไป

เดิน และ ก็เดิน เรียกว่าเดินมาราธอนเลยก็ได้ค่ะ

แว่ะตลาด ลองทานอาหารพื้นบ้าน รวมทั้งแว่ะร้านไอศกรีมที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ (แพงมากๆ) แล้วก็เดินต่อ

เรียกว่าเดินจากสถานีรถไฟ NTU Hospital ไปจนถึงสถานี Ximen หรือที่ ซีเหมินติ้งเลยค่ะ จากนั้นก็แว่ะวัดฯ แว่ะร้านค้า เรียกว่าน้องๆเขาพาทัวร์แบบเจาะทุกซอกทุกมุมให้เลยค่ะ

แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง เราสองคนก็เลยขอแยกตัว ขอกลับก่อน ซึ่งตอนนััน น้องๆเขาก็บอกว่า ใกล้จะเสร็จแล้วนะ แต่พวกเราไม่ไหวจริงๆ จะว่าไปคือว่าเนื้อหาทัวร์มันอัดแน่นมากไปและเขาพาแว่ะหลายที่มากๆ แถมอากาศก็เริ่มร้อนอบอ้าว ทัวร์นี้จะว่าดีก็ดี แต่จะมีน่าเบื่อบ้างก็เพียงบางช่วง แต่ก็นับถือความตั้งใจของน้องๆทุกคนในการพาพวกเราเที่ยวในวันนี้

ก่อนกลับเราก็ไม่ลืมที่จะมีสินน้ำใจตอบแทนให้น้องๆ ที่พาเราทัวร์ฟรีวันนี้

แต่ตอนนี้พวกเราไม่ต้องการสิ่งใด นอกจาก…อาบน้ำค่ะ





เดี๋ยวพักสักตื่น จะไปวัดหลงซานกันต่อ…

เย็นวันเดียวกันนี้เราไปสักการะ และขอพรกันที่วัดหลงซาน (Longshan) ซึ่งวัดนี้เปิดตั้งแต่ 6โมงเช้า ถึงประมาณ 4 ทุ่มค่ะ

พวกเราออกจาก โรงแรม ประมาณ 1 ทุ่ม เพราะเราต้องการไปวัดฯช่วงที่มีตลาดกลางคืน(Huaxi)พอดี กะว่าพอไหว้พระเสร็จ เราก็แว่ะไปหาอะไรทานกันต่อค่ะ โดยจาก รร นั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานี Longshan Temple ทางออกที่ 1  เดินตามป้ายทางไปวัดเลยค่ะ หาไม่ยาก

วัดหลงซานสร้างโดยชาวจีนที่อพยพมาจากมณฑลฝูเจี้ยน เมื่อปีพ.ศ. 1738 (สร้างขึ้นก่อนที่เราจะสร้างกรุงเทพฯ อีกนะคะ) และได้รับการปฏิสังขรณ์หลายครั้งหลายคราตามยุคสมัย ปัจจุบันวัดหลงซานเป็นศูนย์รวมทางด้านจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวไต้หวัน และยังเป็นวัดที่ชาวไต้หวันนิยมมาขอพรด้วยค่ะ…โดยเฉพาะ การขอพรในเรื่องของความรัก!


ภายในวัดฯ จะมีเทพเจ้าทั้งลัทธิเต๋า และขงจื๋อ จำนวนมากกว่า 100 องค์ โดยมีพระโพธิสัตว์กวนอิมเป็นองค์ประธานของวัด โดยเล่ากันว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดหลงชานถูกระเบิดได้รับความเสียหายยับเยิน แต่เทวรูปเจ้าแม่กวนอิมกลับไม่ได้รับความเสียหายเลย

อย่างที่เกริ่นๆ ไว้ข้างต้นว่า คนไต้หวันนิยมมาขอพรความรักที่วัดหลงซานนี้ค่ะ โดยทางวัดจะเตรียมด้ายแดงไว้ที่แถวๆ เบอร์7 ค่ะ แต่สำหรับคนโสดๆนะ

จริงๆ ก็อยากกลับมาวัดนี้อีกตอนกลางวันๆ จะได้มองเห็นศิลปะรอบๆ วัดได้อย่างชัดเจนขึ้น แต่มาตอนกลางคืนก็ดีตรงที่คนไม่เยอะ (ควันธูปก็ไม่เยอะด้วย) ได้บรรยากาศความศรัทธาแบบสงบๆ ดีค่ะ

จากนี้เราก็ข้ามถนนไปตลาดกลางคืนที่อยู่ข้างๆวันหลงซานกันค่ะ ตลาดนี้มีชื่อเรียกว่า ตลาด Huaxi อ่านต่อที่ 5ตลาดกลางคืนในไทเป (ไต้หวัน) ที่ไม่ควรพลาด




Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *