Pattaya จอมเทียน 2024

หลังจากโควิด19 พัทยากลับมาเป็นพัทยาเหมือนเดิมเร็วมาก ต่างชาติเดินเต็มถนนไปหมด แม่ค้าพ่อค้า ร้านนวด ต่างก็เปิดกัน อย่างคึกคัก

สาวๆ พัทยา ทั้งหมอนวด สาวนั่งดริ้งค์ นั่งเต็มหน้าร้านเกือบทุกร้าน คนมาเดินถ่ายรูปตามชายหาดเพื่อโพสต์รูปลงโซเชียลมีเดีย แต่ละคนแต่งตัวกันสวยหล่อ แต่ไม่มีใครลงเล่นน้ำสักเท่าไร มีแต่ชาวต่างชาติที่ลงเล่นน้ำทะเล




หาดจอมเทียนอาจจะไกลจากถนนคนเดินไปสักนิด แต่หาดจอมเทียนไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าหาดอื่นๆ ของพัทยา แต่ก็ถือว่า ไม่เงียบ ตลอดทั้งวันทั้งคืน เพราะมีตลาดไนท์มาร์เก็ตถึงสองแห่งขนาบข้าง

น้ำทะเลที่หาดจอมเทียนก็ใสไม่แพ้หาดอื่น ไม่รู้เป็นเพราะเขาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเมื่อสองสามปีที่แล้วหรือเปล่า แต่ดูใสขึ้นจริงๆ

อะไร ๆ ก็ดูแพงไปหมด บางทีเรารู้สึกเหมือนเรามาจากโลกในอดีต กาแฟเย็นแก้วละ 80 บาทแล้ว ราคาเกือบๆ จะเท่าๆ กับ สตาร์บัคเลย ไม่รู้ว่าเขาตั้งราคานี้ไว้ขายเฉพาะชาวต่างชาติหรือเปล่า

ครั้งนี้เราเลือกพักที่ ดี วารี จอมเทียน เพราะดูจากแผนที่ รร อยู่ติดกับชายหาด ทำเลดีมากๆ ห้องพักมีตั้งแต่ราคา พันกว่าบาท ถึง ห้าพันกว่าบาท ช่วงธันวาคม ซึ่งถือว่าเป็นช่วงไฮซีซั่น

เราคิดว่า เราอยู่ รร นี้ แต่ห้องดีๆ หน่อยก็ได้ เลยเลือกห้อง Suite ซึ่งราคาที่เราจ่ายคือ สี่พันกว่าบาท แต่พอมาถึงห้อง ลมแทบจับ สภาพห้อง แย่มากๆ ไม่ตรงปกอย่างแรง แถมมีกลิ่นลูกเหม็นคลุ้งกระจายเต็มห้อง นี่ยังไม่รวมเสียงแอร์ที่ดังมากๆ มองดูรอบๆ ห้อง ด้วยสภาพเฟอร์นิเจอร์ไม่ต่างกับบ้านพักบังกะโล คิดในใจว่าสงสัย ต้องนอนที่นี่คืนเดียว แล้วต้องหา รร อื่น อยู่ต่อ

เมื่อเราโทรไปติดต่อข้างล่าง ผจก โรงแรม ก็โทรกลับมา บอกว่า เข้าใจ พร้อมยื่นข้อเสนอว่า จะอัพเกรดห้องให้เป็นห้องที่ตกแต่งทำใหม่แล้วถ้าเราต้องการพักต่อ หรือ หากไม่ต้องการพักต่อก็ยินดีคืนเงินให้ พวกเราก็ขอบคุณเขาด้วยช้อคโกแลตกล่องนึงเลย เพราะถ้าห้องมันไม่เลวร้ายจริงๆ เราจะไม่ขอย้ายออกเลย เราก็ไม่อยากมีปัญหาเวลาท่องเที่ยวเช่นกัน

ด้วยถ้อยทีถ้อยอาศัยจากผู้จัดการ ก็ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น แต่ คือ พักห้องที่ดีที่สุด แต่ เราต้องอยู่ตึกนี้ที่สูงกว่า38ชั้น รวมๆ แล้ว ผู้คนพลุกพล่านมากไป ทัวร์จากเกาหลี จีน ฝรั่ง มาเป็นรถบัสๆ กันเลย เราไม่ค่อยมีทางเลือกมากหรอก เพราะมาถึงแล้วถึงได้เห็นสภาพของห้อง ก็แอบแปลกใจอยู่ ว่าทำไมไม่มีใครรีวิวโรงแรมที่นี่บนยูทูปเลย เหมือนคลิปสุดท้ายบนยูทูปที่เราเห็นน่าจะเป็นเมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว

เราจองห้องพักมาถึงสามห้อง ราคาที่เราจอง เราเลือกห้องที่เป็น Sea view หมดทั้งสามห้อง (สำหรับครอบครัวเราทั้งหมด) คือเราจ่ายราคาห้องไม่ถูกเลย ถ้าเทียบกับราคาที่เราจ่าย เราสามารถอยู่ รร ที่มีชื่อเสียงการันตีได้เลย มันเป็นความผิดพลาดของเราเอง ที่ควรจะเลือกโรงแรมที่ชื่อคุ้นหูมากกว่านี้ ขนาดนั่งรถสองแถว แล้วฝรั่งข้างๆ ถามว่า พักที่ไหน พอเราบอกว่า ดีวารี เขาบอกว่า อ่อ Cheap hotel ซึ่งเราเข้าใจว่าเขาหมายถึงห้องพักส่วนใหญ่ของดีวารี จะอยู่ที่พันกว่าบาทเท่านั้น เราก็แอบเสียดาย เพราะที่เราจ่ายมันไม่ได้ cheap เลย

แต่ มันก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างเลวร้ายไปหมด อาหารเช้าของโรงแรมก็ค่อนข้างดี เพราะอย่างพวกเรา ขอแค่มีไข่กับขนมปังก็ดีแล้ว เพราะพัทยานั้นหาอาหารมื้อค่ำได้สบายๆ แต่สำหรับมื้อเช้านั้นหายาก โดยเฉพาะอาหารเช้าของชาวต่างชาติ นอกจากหายากแล้ว ยังแพงอีกต่างหาก

ถ้าให้สรุปโดยที่ไม่ต้องอ่านต่อก็คือ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทริปนี้ก็คือ หาดจอมเทียน เพราะตัวหาดสะอาด เล่นน้ำได้จริง ทิมยังชมไม่ขาดปากว่า หาดจอมเทียนเป็นหาดที่ดีที่สุดของพัทยาเท่าที่เคยเห็นมา

แต่ถ้าอ่านต่อมา ก็จะเป็นเรื่องของทำเล ซึ่งโรงแรมดีวารี ก็ค่อนข้างครบครัน เรานั่งสองแถวไปแค่ 5 นาทีก็ถึงร้านปูเป็น ซึ่งเป็นร้านอาหารซีฟู้ดเก่าแก่ ร้านนี้เวลามาตอนลูกค้าไม่เยอะ จะรู้สึกว่าอาหารคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป แต่ถ้ามาตอนลูกค้าเต็มร้าน พนักงานถึงแม้จะมีจำนวนมาก แต่ก็เริ่มทำงานกันแบบเหนื่อยล้า ก็เข้าใจ เพราะวันๆ เขาเจอลูกค้าแบบร้อยแปดพันเก้า ทั้งไทยทั้งเทศ แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือ เราก็เป็นลูกค้าที่คาดหวังทั้งบริการและอาหารที่ดีแบบเต็มที่เหมือนกัน ไม่ใช่พนักงานมายืนหน้าเบี้ยวหน้าบูดใส่ สั่งอะไรก็ไม่รู้เรื่อง มันเสียดายเงินค่ะ

อาหารที่ปูเป็นถามว่า อร่อยไหม เราขอตอบตามตรงว่า กลางๆ ค่ะ คือ สด ทานได้ทั้งครอบครัว แต่ถามว่า มันอร่อยถึงกับว้าวไหม ตอบตามตรงว่า ไม่

อย่างปลากะพงนึ่งมะนาว คือน้ำซุปเปรี้ยวมากๆ แต่ปลาสด ไปสองครั้งก็สั่งทั้งสองครั้ง และก็เปรี้ยวทั้งสองครั้ง
แต่ที่ดื่่มไม่ได้เลยคือ ชามะนาว ที่เปรี้ยวมากๆๆๆ แต่เราก็แค่ทิ้ง ไม่กล้าเปลี่ยนหรือคืน เพราะพวกเราคงดูหนังกันเยอะไป เพราะถ้ามีปัญหากับร้านอาหาร ที่เรามองไม่เห็นว่าเขาใส่อะไรบ้าง เราอาจจะได้น้ำอะไรเพิ่มเติมมา โดยที่เราไม่รู้ 555

สรุป อาหารที่อร่อยที่สุดในร้านอาหารปูเป็น สำหรับของพวกเราคือ อาหารจำพวก ทอด หรือ ผัด…

สำหรับทริปนี้ อยากยกนิ้วให้กับน้ำแกงส้มของครัวยายดำ (ใกล้ๆ ตลาดลานโพธิ์ต้องขับรถไป แถมที่จอดรถจำกัด) เพื่อนอ้อกับวูฟแกงพาเราไปทานก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ อาหารรสชาดจัดจ้าน ขนาดเราไม่ค่อยสบาย(เจ็บคอ) เรายังว่าอร่อยมากๆ

ส่วนตลาดลานโพธิ์ที่เขารีวิวกันจนยูทูปแตกนั้น มันเป็นความผิดพลาดขั้นสูงของทริปนี้ เพราะหลังจากทานแล้วเกือบทุกคนท้องเสียทันที!
อันนี้เป็นความคิดของน้องชายที่อยากตามรอยเหล่ายูทูปเบอร์ ด้วยการขับรถไปไกลกว่า ชั่วโมง เพราะรถติด ไปถึงตลาดลานโพธิ์ ซอยที่ขายของสดเป็นซอยเล็กๆ เดินเบียดกันมากๆ มีของทะเล สดหลากหลาย โดยเฉพาะกุ้งมังกร ที่เราได้แต่มอง จะให้ซื้อก็ใจไม่ถึงค่ะ สุดท้ายได้พวกกุ้ง หอย ปู ปลา มากันเต็ม

ทุกอย่างที่เราซื้อมันสด มันแพง มันใหญ่ แต่พอเดินมาหน้าซอยมีป้ารับปิ้งและนึ่งให้ โดยคิดราคาค่าทำ ตามกิโลกรัม ๆ ละ 30 บาท ไม่ว่าจะปิ้ง ย่าง นึ่ง ก็ราคาเดียวกัน

พอเรายื่นให้ป้าเสร็จ เขาก็ให้บัตร และคอยเรียกตามเลข โดยเขาบอกว่า น่าจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นพวกเราก็ไปเดินซื้อพวกอาหารแห้ง และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ข้าวเหนียวมะม่วง ที่ชุดละ 100 บาท (อร่อยอยู่)

สัก20กว่านาที ป้าแกก็เรียกเรา ตอนรับกุ้ง เรารู้สึกว่า พอเขาย่างแล้ว ตัวมันหดสั้นลง อันนี้ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า แต่เรารู้สึกแบบนั้นจริงๆ ส่วนปูที่เราซื้อมา500กว่าบาทนั้น เนื้อเละอย่างเห็นได้ชัด เราที่กัดไปคำนึงถึงกับบ้วนออกจากปาก และบอกทุกคนว่าอย่ากินปูเลย แต่ก็ไม่มีใครฟัง ต่างคนก็ต่างกินกันต่อ แต่กินไป บ่นกันไปว่า มันเหมือนไม่สดเลย

พวกเราคุยกันแบบไม่ได้ใส่ร้ายป้ายสี รู้สึกว่า เวลาคนอื่นเขายื่นอาหารไปให้เขาปิ้งย่าง ทุกคนจะยืนเฝ้าที่หน้าเตา ว่าเป็นของตนเองหรือไม่ แต่พวกเราไม่ได้ยืนเฝ้าหรือยืนดูเลย ทำไมกุ้งเล็กลง ปูที่เราซื้อสดๆ ทำไมมันเนื้อเละแบบนี้???

อีกอย่าง เวลาที่เขาเอาไปปิ้งย่างหรือลวก เขาทำความสะอาดให้พวกเราแค่ไหน???

สรุป ถ้าหากเดินเข้าไปทางที่จอดรถด้านใน จะมีร้านรับทำอาหารเต็มไปหมด ดูสะอาด และไม่วุ่นวายเท่าร้านป้าที่ดักหน้าซอยของสดนั้นเลย

เสียดาย ๆๆๆ ที่เราถ่ายรูปหลายรูปในตลาด แต่เราไม่ได้ถ่ายรูป กุ้ง หรือ ปู จากร้านที่เราซื้อเลย (คนแน่นซอย ดันกันไปมา อยากจะซื้อและออกจากซอยไวๆ)

แต่กระนั้นเราก็ได้ประสบการณ์ ว่า มันไม่ได้สด อร่อยอะไร สำหรับพวกเราเลย…

ตลาดลานโพธิ์ เปิดทุกวัน แม้ว่าบางที่จะบอกว่าปิดวันอาทิตย์ แต่พวกเราไปวันอาทิตย์ก็เปิดปกติค่ะ

ตลาดไนท์มาร์เก็ต ที่สำหรับเราแล้วเหมาะกับการหาของทานเล่นๆ โดยเฉพาะ โรตี ส่วนอย่างอื่น เราคิดว่า เราแก่เกินไป ที่จะไปเดินหรือนั่งชิลๆ ในตลาดนี้

ที่โหดร้ายที่สุดคือ ตลาดไนท์มาร์เก็ต ที่มีบาร์บีคิวนี้ขาย คนขายเขาไม่ใช่คนไทยแน่นอน เขาขายขีดละ 100-200 บาท ซึ่งพวกเราก็เสี่ยงซื้อ เพราะคิดว่า ว่าของเขาน่าจะดีจริงๆ ไม่งั้นเขาคงจะไม่เอามาขายแพงๆ แต่อันนี้ไม่ได้รีวิวเพื่อทำลายเครดิตแต่อย่างไร เพียงแต่ประสบการณ์จริงๆที่เราซื้อมาทั้งหมด 700 บาท โดยซี่โครงหมูนั้นก็มีแต่กระดูกค่ะ แทะไปก็เจอกระดูกเลยจริงๆ ส่วนเนื้อที่เขาขายขีดละ 200บาท ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการปิ้งย่างหรืออะไร มันเป็นเนื้อที่เหนียวมาก เคี้ยวไม่เข้า สุดท้ายเนื้อที่ซื้อมากว่า สองขีดนั้นไม่มีใครกินเลย ยิ่งหมูสามชั้นก็ดีแต่หน้าตาเพราะมันก็คือหมูสามชั้นที่เขาเอามาหมักและขายขีดละ 100 บาท

เราอาจจะไปซื้อวันที่มันไม่อร่อย หรืออะไรไม่รู้ แต่เราทั้งห้าคนไม่มีใครกินแล้วบอกว่าอร่อยเลย

ตลาดชาวประมง ที่เราดูในยูทูปมันน่าตื่นเต้น เพราะชาวประมงเขาจะมาจอดเรือขายกันหน้าหาดจอมเทียนเลย แถมเราสามารถมองเห็นตลาดนี้จากระเบียงห้องพักของพวกเราเลย โดยตลาดมีเกือบทุกวันที่เราเข้าพักที่พัทยา และคาดว่าจะเปิดทุกเช้าทุกวัน โดยเรามองเริ่มมองเห็นเรือมาเทียบจอดกันตั้งแต่ตีห้า

ตลาดชาวประมงจะมีขนาดไม่ใหญ่ น่าจะมีเรือประมงมาจอดประมาณ 20-30 ลำ แล้วแต่ละเจ้าก็จะมีแม่ค้าไปยืนขายด้านหน้า ส่วนมากเราได้ยินคนซื้อจะเป็นคนท้องถิ่นมาซื้อกัน หรือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่ทานอาหารซีฟู้ดเป็นมื้อเช้าได้ก็จะมาซื้อ แล้วหิ้วเอาไปให้ร้านค้า(บนหน้าถนน)ทำให้ และนั่งทานกันที่หน้าหาด

พวกเราได้แต่เดินไปดูบรรยากาศ เพราะถ้าจะให้ทานซีฟู้ดเป็นมื้อเช้าเลยก็ไม่ไหว หรือจะให้ซื้อเก็บไว้ทีหลังก็ไม่ไหวเช่นกัน

ที่อยากจะเขียนอีกอย่างคือ ร้านยา อย่างที่บอกว่าทริปนี้เราป่วย ไอหนักมาก ไอเรื้อรัง ไปหาซื้อยาทานเองที่ร้านยาหน้าหาดจอมเทียน ขอยาแก้ไอกับขับเสมหะ ทางเภสัชกร(ที่เราเห็น) ให้สเปรย์มาฉีดเวลาไออีกขวดนึง โดยคิดราคารวมที่ 310 บาท เขาให้เราทานวันละ4 ครั้งหลังอาหาร วันแรกที่เราทานครบสี่ครั้ง เราเมายาค่ะ นอนหลับไปสองวัน (คือระหว่างสองวันนั้นก็ตื่นมาสลึมสลือ แล้วก็นอนต่อ) จะบอกว่า อันตรายมากที่มาซื้อยากินเอง ตอนแรกนึกว่าจะต้องไปล้างท้องแล้วเลย

สรุป ถ้ามาเช็คราคายาที่เขาจ่ายให้ที่พัทยา กับร้านยาทั่วๆ ไปนั้น มีราคาแค่ร้อยกว่าบาทเองค่ะ

ถามว่า ทริปนี้สนุกไหม ไม่มีใครตอบว่าสนุกเลย แต่เราไม่เสียใจเพราะเราไม่ได้มาเขียนรีวิวให้ใครไปทำตามหรือไม่ทำตาม เพราะมันเป็นบันทึกตามความรู้สึกที่แท้จริง ไม่ใช่รีวิวตามกระแสค่ะ

จริงๆ เราไปเที่ยวกันช่วงคริสมาสปี 2023 (2566) แต่ขอรวบยอดเขียนเป็น ของปี 2024เลย เพราะไม่กี่วันก็ปีใหม่แล้ว



Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll Up