มหัศจรรย์พุทธสถาน ในต่างแดน…บุโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซีย (Borobudur)

บุโรพุทโธ (Borobudur) ศาสนสถานของชาวพุทธ นิกายมหายาน ที่ปัจจุบันมีอายุร่วมกว่า 800ปี โดยทริปนี้เราตั้งใจที่จะมาที่นี่และเตรียมตัวเกือบเป็นปีเลยค่ะ เรียกว่า ถ้าไปอินโดนีเซีย หรือบาหลี ก็ต้องมาที่นี่ด้วยให้ได้


แอบพิศวงว่า พุทธสถานแห่งนี้มาตั้งอยู่และถูกดูแลเป็นอย่างดีในประเทศที่มีประชากรเป็นชาวมุสลิมมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก ที่ประเทศอินโดนีเซียได้อย่างไรเนี่ย??? แต่ถ้าใครได้มาที่บุโรพุทโธ ได้เห็นความสวยงามและอลังการของที่นี่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นใคร เชื้อชาติ หรือศาสนาใด ก็ต้องอยากดูแลและรักษาพุทธสถานแห่งนี้ค่ะ ลองคิดดูนะคะ ว่าที่นครวัด ที่กัมพูชา ที่ว่าดูอลังการและเป็นเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแล้ว แต่กระนั้นนครวัดเป็นศาสนาสถานทั้งของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและพุทธ ในขณะที่บุโรพุทโธเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธโดยเฉพาะ จึงถือว่าที่นี่เป็นศาสนสถานของชาวพุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ ไม่รู้จะสรรหาคำพูดอะไรมาบรรยาย สรุปว่าตอนนี้ บุโรพุทโธได้ถูกประกาศให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี 2534 (1991)ด้วยค่ะ

คนไทย โดยเฉพาะชาวพุทธ ชื่นชอบและนิยมมาสักการะบุโรพุทโธมากค่ะ แต่น่าเสียดายที่จากประเทศไทย ไม่มีสายการบินตรงไปที่เมืองยอคยากาตาร์(Yogyakarta) ดังนั้นการเดินทางไปบุโรพุทโธ จะต้องไปต่อสายการบินที่สนามบินจาการ์ตา(Jakarta) หรือ สนามบินบาหลี(Bali)ก่อน แล้วจึงบินต่อไปที่สนามบินยอคยาการ์ตา(Yogyakarta)

ก็เพราะเมือง Yogyakarta หรือ เขาเรียกกันสั้นๆว่าเมือง Jogja ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ แต่เป็นเมืองที่สำคัญในด้านการศึกษา เพราะเป็นเมืองที่มีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยจำนวนมากของประเทศอินโดนีเซีย

กรุ๊ปทัวร์ส่วนใหญ่จากประเทศไทยมักจองที่พักที่ใกล้กับบุโรพุทโธ ซึ่งเป็นโรงแรมที่ได้สัมปทานและบริหารโดยสุลต่านฯก็คือโรงแรม Manohara (http://manoharaborobudur.com/) ที่ง่ายและสะดวกเพราะอยู่ติดกับบุโรพุทโธเลย ไม่ต้องตื่นแต่เช้ามาก แต่อย่างพวกเราพักที่ในเมือง Jogja คือนั่งรถจากสนามบินเพียง 15-20 นาทีเท่านั้น แต่ห่างจากบุโรพุทโธประมาณ 1ชั่วโมงเต็ม

พวกเราจึงจำเป็นจะต้องตื่นตอนตีสามเพื่อจะแต่งตัว และลงมาขึ้นรถตอนประมาณตีสามครึ่ง โดยไกด์ที่เราซื้อจากทัวร์ท้องถิ่นมารับและขับพาพวกเราไปถึงบูโรพุทโธโทรประมาณตี4.45น ไกด์หรือมัคคุเทศน์ของเราก็จะมารอที่ รร Manohara นี่แหล่ะค่ะ

ราคาทัวร์ที่เราซื้อนี้จะรวมตั๋วเข้าบูโรพุทโธแบบ Sunrise ซึ่งสามารถเดินเข้าไปในบุโรพุทโธได้ตอนตีห้า บอกเลยว่าถ้าไม่มีไกด์ เราไม่กล้าเดินค่ะ ถึงแม้ว่าเขาจะแจกไฟฉาย แต่ว่ามืดมากจริงๆ ดูเปลี่ยวๆ และเขาก็มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจนักท่องเที่ยวก่อนเข้า ไกด์บอกเราว่าที่นี่เขาค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย เพราะเคยมีคนนำระเบิดเข้ามาเพื่อจะทำลายพุทธสถานแห่งนี้ ตั้งแต่นั้นมาเขาก็เลยเข้มงวดค่ะ


ขอบอกอีกครั้งว่าเดินคลำๆ ปีนๆ ตามที่ไกด์บอก จนขึ้นมานั่งหาที่เหมาะๆ (ซึ่งไกด์บอกว่า ตรงนี้จะเป็นจุดชุมวิวที่สวยที่สุด) และไกด์บอกว่า วันนี้พระอาทิตย์จะขึ้นตอน 6โมงเช้าค่ะ ตอนแรกก็เราก็นึกในใจว่า แล้วชั้นจะต้องนั่งรอเป็นชั่วโมงเลยเหรอ??? คือ เราเป็นคนใจร้อนค่ะ ถ้าบอกว่ามาดูพระอาทิตย์ขึ้น ก็กะว่ามาแล้ว พระอาทิตย์ขึ้นเลยไม่ต้องรอนานมาก

แต่รอแล้วรอเล่า…หน้าเครียดมาก เพราะมองไม่เห็นพระอาทิตย์

ปรากฎว่า วันนี้เมฆเยอะมาก มองไม่เห็น…แอบเซ็งในใจ ว่าชั้นตื่นตั้งแต่ตีสาม นั่งตากน้ำค้าง ตบยุง เพื่อรอเก้อแบบนี้เหรอเนี่ย???

แต่ในขณะนั้น แสงสว่างก็เริ่มมากขึ้นๆ แว่บเดียวต่อมาเราก็รู้สึกว่าตัวเรายืนอยู่ท่ามกลางความสวยงามของบูโรพุทโธ แทบจะไม่เชื่อว่าเรามายืนตรงนี้ตั้งนานแล้ว (ก็ตอนเช้ามืดมันมองไม่เห็นอะไรเลยนี่ค่ะ ตอนเดินขึ้นมาก็ใช้มือคลำๆขึ้นมา) ถึงตอนนี้แหล่ะค่ะ เรียกว่าคุ้มกับการตื่นตีสามก็เพราะความสวยงามและความอลังการของบุโรพุทโธที่เห็นในช่วงเช้านี่แหล่ะค่ะ


ไม่ใช่แต่ความสวยงามของบุโรพุธโธเท่านั้นนะคะ รอบๆ ยังมีภูเขาและธรรมชาติให้เราได้ตรึงตาต้องใจอีกด้วยค่ะ อย่าเช่นภูเขาลูกนี้ก็ได้สมญานามว่า ภูเขาฟูจิของบุโรพุธโธเลยล่ะค่ะ

สว่างแล้ว มองเห็นตัวเราและตัวไกด์ ขอเริ่มแนะนำเลยว่า ไกด์ที่ดูแลเราวันนี้ ชื่อว่า คุณฟานะค่ะ เรียกว่าสว่างไกด์ของเราก็เริ่มบรรเลงเรื่องราวของบุโรพุทโธอย่างละเอียด แทบจะเรียกว่า อธิบายเรื่องราวหินทุกก้อนที่นี่เลยค่ะ แม้ว่าคุณฟานะจะเป็นชาวอิสลามนะคะ แต่เป็นชาวอิสลามที่มีใจรักในการเรียนรู้และศึกษาเรื่องราวของศาสนาทุกศาสนาโดยเฉพาะศาสนาพุทธ ที่สำคัญเขาเกิดและโตที่บูโรพุทโธแห่งนี้ค่ะ

เขายังเล่าว่าในตอนเด็กได้มาเล่นซ่อนแอบบริเวณนี้และบังเอิญได้ยินไกด์พานักท่องเที่ยวมาที่บุโรพุทโธ พร้อมกับอธิบายประวัติของบูโรพุทโธโทรให้นักท่องเที่ยวฟัง ณ จุดนี้แหล่ะค่ะ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เค้าเริ่มศึกษาประวัติเกี่ยวกับบุโรพุทโธและเขาจึงได้มาเป็นมัคคุเทศก์จวบจนถึงทุกวันนี้ และเขาก็เป็นนักมัคคุเทศก์ที่ดีจริงๆค่ะใส่ใจในรายละเอียด และดูเหมือนเขามีความสุขที่จะได้ถ่ายทอดเรื่องราวให้พวกเราฟัง โดยสามารถเห็นได้จากสายตาของเขาค่ะ


งานแกะสลักบนหินที่บุโรพุทโธก็มีสวยงามไม่แตกต่างจากอังกอร์วัดที่กัมพูชา หากแต่รูปเจดีย์ระฆังคว่ำนี่แหละค่ะ ที่ทำให้บุโรพุทโธมีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ฟานะบอกเราว่า ถ้าสังเกตุที่เจดีย์ระฆังคว่ำดีๆ จะเห็นว่าด้านในจะมีพระพุทธรูปอยู่ด้วยค่ะ แต่บางเจดีย์ก็ไม่มี หรือบางเจดีย์ก็เหลือเพียงซากปรักหักพัง ก็ตามธรรมดาค่ะ ผ่านมาหลายพันปีก็ต้องมีกันบ้าง

เจดีย์ด้านล่าง จะมีลายสลักเป็นรูปข้าวหลามตัด แต่เจดีย์ด้านบนสุดจะเป็นรูปสี่เหลี่ยม…พอไกด์พูดจบ อ่า เพิ่งสังเกตุเห็นเหมือนกันค่ะ


เหตุเพราะว่า สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด เป็นรูปทรงไม่เที่ยง อาจจะเอียงหรือล้มได้ แต่บรรลุหรือค้นพบความเที่ยงได้แล้ว ก็เหมือนรูปทรงสี่เหลี่ยมด้านบนที่เป็นรูปทรงที่ตั้งตรงและมีโอกาสพลิกหรือเอียงหรือล้มได้น้อย…โอ้ว พระธรรมที่ซ่อนไว้นั้นล้ำลึกจริงๆค่ะ

ก่อนเดินออกบุโรพุทโธ เห็นลุงทิมแบบนี้ แต่เด็กๆที่อินโดนีเซียรุมขอถ่ายรูปเสมือนว่าท่านเขาเป็นดาราฮอลลีวูดเลยค่ะ จริงๆแล้วที่นี่ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวฝรั่งๆค่ะ ฝรั่งเลยเป็นของแปลก เอ้ย เป็นนักท่องเที่ยวที่คนพื้นเมืองตื่นเต้นที่ได้พบเจอ คงเหมือนประเทศไทยในยุคเมื่อ 20-30ปีที่แล้วอ่ะค่ะ

ส่วนเรา นอกจากเด็กๆไม่สนใจแล้ว ยังพูดกับเราเป็นภาษาอินโดฯใส่กันระรัว ก่อนที่ไกด์จะบอกว่า พี่เขาเป็นคนไทย…อืม อยากบอกเขาว่า อยู่ที่ประเทศไทยใครๆก็ทักว่าเราเป็นอินโดฯค่ะ 555

จบทัวร์วันนี้ประมาณเกือบๆ 9โมงค่ะ บอกลาไกด์พร้อมกับมอบสินน้ำใจจากพวกเรา ดีใจที่เจอไกด์ที่ภูมิใจนำเสนอและมีข้อมูลแน่นๆแบบมีใจรักในสิ่งที่ทำแบบนี้ค่ะ

อ้อ ยังมีวัดเล็กๆให้เราแว่ะอีกที่ก่อนกลับโรงแรม(ไปนอน)

บอกตรงๆขากลับ พอขึ้นรถได้ ก็สลบแล้วค่ะ มันง่วงมาก ก็ปล่อยให้คนขับรถเขาพาเราไปส่งที่โรงแรม Phoenix ส่วนโปรแกรมวันนี้ เรามีเที่ยวอีกทีตอนบ่ายสองค่ะ ของีบเอาแรง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *